I QUIT!!! ลาออกแล้ว!!!!!!

posted on 11 Oct 2009 09:59 by nezumikun  in TALK
ในที่สุด  ฉันก็เรียนไม่จบ

วันนี้มาระบาย แบบเป็นเรื่องส่วนตัว  ข้ามไปก็ได้

อย่างที่ใครๆ ก็รู้ว่าฉันกำลังเรียนป.โท ตอนนี้ความอดทนของฉันมาถึงขีดสุดแล้ว  ฉันเลิกเรียนแล้ว  เหตุผลน่ะหรือ??

ฉันเข้าเรียนสาขานี้ด้วยความตั้งใจนะ  แต่พอเรียนไปแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่แนว  ถามความคิดฉัน.... ไทยศึกษา Thai Studies คืออะไร  คือการศึกษาทุกอย่างเกี่ยวกับประเทศไทย  ความเป็นไทย  ทั้งในอดีตและปัจจุบัน  แต่ในความเป็นจริงแล้วฉันจำเป็นต้องศึกษาอดีตเป็นจำนวนมากเพื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน  จากนั้นก็นำมาถกเถียงโต้แย้งในชั้นเรียนตามแบบปัญญาชนทั่วไป

ด้วยความที่ฉันเป็นพวกหัวใหม่  ทำให้อะไรต่ออะไรที่ฉันคิดเป็นสมัยใหม่ไปหมด  มันใหม่เกินไปจนบางครั้งขาดความพอดีที่จะศึกษาเปรียบเทียบระหว่างเก่าและใหม่  ตรงนี้เป็นข้อผิดพลาดที่ฉันยอมรับตัวเองนะ  แต่เอาเข้าจริงด้วยความที่ต้องศึกษาของเก่าเป็นจำนวนมากทำให้การศึกษาค่อนข้างเอื้อกับแนวคิดแบบดั้งเดิม  ไม่ใช่ว่าอาจารย์และการเรียนการสอนโบราณคร่ำครึนะ  ระดับโทแล้ว  ฉันบอกตามตรงว่าฉันไปเรียนที่อื่นก็ไม่รู้จะเจออาจารย์ดีๆ อย่างที่นี่อีกมั้ย  แต่ตัววิชาที่สร้างความลำบากให้ฉัน

อีกอย่างหนึ่งที่มีส่วนนิดหน่อยกับการตัดสินใจครั้งนี้  มันก็ไม่ใช่หลักใหญ่ใจความอะไร  แค่อัดอั้น
พูดแล้วจะหาว่าโม้  ถ้าใครรู้จักฉันดีก็จะรู้ว่าฉันเป็นคนยังไง  แต่กับเพื่อนในห้องเรียน  ทุกคนคิดว่าฉันเป็นพวกสื่อสารไม่รู้เรื่อง  แปลกแยก  ไม่เอาใคร จนกระทั่งอวดดี

เมื่องาน 12+ ที่ผ่านมาเป็นวันเสาร์  ฉันควรจะไปเรียนหนังสือแต่..... ฉันโดดเรียนไปดูซูเปอร์จูเนียร์  ถามฉันว่ามันไร้สาระมั้ย  ฉันบอกตามตรงว่าเป็นการโดดเรียนที่ไม่มีเหตุผลเอาเลย  แต่ชีวิตคนเราก็มีบ้าง  เด็กๆ ที่คุ้นเคยกับฉันจะรู้ดี  คุยกันได้  ฉันเองก็เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน  โดดเรียน  เที่ยวกลางคืน  กินเหล้า  อ่อยผู้ชาย  ฉันเคยมาแล้วทั้งนั้น  ไม่มีใครตั้งหน้าตั้งตาเดินเป็นเส้นตรงหรอก  บางทีก็มีแวะพักหรือเลี้ยวออกไปเที่ยวบ้าง  แต่อย่าลืมเลี้ยวกลับมา  เอาที่พอดี

เป็นการโดดเรียนวันเสาร์ครั้งแรกของฉัน  แล้วฉันก็โดนทันที  คาบเช้าวันนั้นฉันเรียนภาษาและวรรณกรรม  ตอนนี้อยู่ในเนื้อหาภาษาไทย  มีการเลือกหัวข้อเขียนเปเปอร์รายงานปลายเทอม  พี่ที่เรียนด้วยกันก็คงสนุกมาก  อำฉันว่าเพราะฉันไม่ไปเรียนอาจารย์เลยจะให้ลงเรียนใหม่  ฉันก็แอบเครียดไปทั้งคืนพอเช้าวันอาทิตย์ไปเรียนก็คุยๆ กัน  ฉันคิดจริงๆ ว่าถ้าต้องลงใหม่ฉันจะลาออกไม่เรียนแล้ว  พ่อจะด่าก็ยอมให้ด่าเลย  ((เพราะพ่อจ่ายค่าเทอมไปหลายหมื่น))

ฉันไม่โกรธหรอกที่โดนอำ  เพราะทุกวันนี้ที่เรียนอยู่  ฉันเจอสภาพแวดล้อมกับความอยุติธรรมหัวใจของฉันก็แตกร้าวมากพอแล้ว  ฉันเซ็ง  ฉันเป็นคนหัวรุนแรง  ไม่ชอบก็ต่อต้าน  จนบางครั้งคนอื่นมองว่าฉันไม่มีความอดทน  หนีปัญหา  แต่เมื่อไม่มีเหตุผลที่จะต้องทนและเรายังมีทางเลือกอื่น  ฉันจะทนไปทำไม

อาจารย์ก็ถามเพื่อนร่วมห้องว่าฉันหยุดเรียนบ่อยมั้ย  ซึ่งมันเป็นความจริงที่ว่าฉันไม่เคยขาดเรียน  วันนั้นเป็นวันแรก  แล้วหวยก็ดันออกวันนั้นพอดีทั้งที่ไม่ใช่วันที่ 1 กับ 16  แต่พอคุยฉันก็รู้ตัวนะว่าคราวก่อนที่ทำงานย่อย  ฉันไม่ได้ส่ง Hands out ให้อาจารย์  แต่แนวคิดของฉันก็ยังเป็นแนวคิดของฉันซึ่งไม่เหมือนใคร  

พี่เขาถามฉันว่าถ้าส่งงานไปแล้วอาจารย์ไม่รับจะทำยังไง  เพราะอาจารย์ไม่เคยเห็นงานเขียนของฉัน  ก็คงเป็นห่วงว่าฉันจะเขียนไม่เก่ง เขียนไม่ได้  เขียนไม่เป็น  หน้าตาฉันก็ดูโง่ๆ ด้วย  และฉันไม่เคยอวดอ้างสรรพคุณตัวเองเหมือนโฆษณายาแก้ปวด  ฉันแค่ยิ้มแล้วตอบว่า......ไม่เป็นไร  ก็ลาออก

พูดมายืดยาว  ประเด็นคือ.....
ฉันโดดเรียนทำไม  มันเหมาะสมมั้ย  ไม่เลย  มันแย่มาก  ฉันรู้สำนึกดี  แต่เพราะสภาพจิตใจของฉันไม่อยากแบกรับการเรียนอันหนักหนาแต่ได้ผลเป็นความว่างเปล่าอีกแล้ว  กะอีแค่ผู้ชายไม่กี่คน  แลกกับอนาคตไม่ได้หรอก  แค่ช่วยให้ใจได้พักผ่อนบ้างเท่านั้น

เรื่องเรียน  ฉันไม่รู้นะว่าเพื่อนร่วมห้องคิดอะไร  ฉันก็เข้าเรียนตามหน้าที่  รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง  แต่ก็ต้องแอคทีฟให้มันรู้เรื่องให้ได้  โตๆ กันแล้ว  ฉันก็ไม่ค่อยจะคิดหวังพึ่งใคร  ตัวเรานี่แหละไว้ใจได้มากที่สุด  ถ้ามีปัญหาก็ปรึกษาอาจารย์  จนกลายเป็นว่าอะไรๆ ฉันก็ต้องเข้าหาอาจารย์  ไม่เข้าได้ไง  ก็เพื่อนมันพึ่งพาไม่ได้  มีแต่คนอื่นจะมาหวังพึ่งฉัน  เอาตัวเองให้รอดก็ยากแล้วนะ

ฉันพยายามจะไม่สนใจว่าเพื่อนร่วมห้องคิดอะไรกับฉัน  จะเกลียดอะไรหรือไม่พอใจฉันตรงไหนก็ช่าง  แต่ฉันไม่เกลียดใครและฉันทำงานส่งอาจารย์  คะแนนของฉันอยู่ที่ปลายปากกาของอาจารย์  ไม่ใช่ปลายปากของเพื่อนร่วมชั้น  ฉันป้องกันตัวเองให้อยู่ไกลๆ เขาก็น่าจะพอ  ฉันไม่ได้หยิ่งนะ  แต่รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

อย่างที่ใครๆ ก็รู้ว่าฉันจบปริญญาตรีสาขาวรรณกรรม  บวกกับความถนัดทางศิลปะของฉัน  และแนวคิดที่อาจารย์เคยพร่ำสอนว่าวรรณกรรมไม่ใช่แค่หนังสือหรือแผ่นกระดาษที่มีตัวหนังสือเรียงแน่นแต่เป็นวิทยาการแขนงหนึ่งซึ่งต้องใช้ภาษาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์  เมื่อทุกอย่างรวมกันเป็นตัวฉัน  งานเขียนและการนำเสนอของฉันจึงแปลกแตกต่างขนาดที่อาจารย์เอ่ยปากว่า  สอนป.โทสาขานี้มา 15 ปีเพิ่งเคยเจองานสร้างสรรค์แบบเชิงซ้อนของฉันเป็นคนแรก

ฉันไม่ได้จะทำตัวเด่นหรอกนะ  ก็แค่ทำอย่างที่ตัวเองคิด  นำเสนอผลงานในแบบที่เป็นตัวเองโดยไม่รู้ว่าจะมีใครหมั่นไส้เอา  แล้วผู้ใหญ่โลกทัศน์แคบก็คงยังไม่หมดไปจากสังคมไทย  เห็นเด็กได้ดีกว่าไม่ได้  พอถึงทีเขาก็เลยโจมตีฉันแบบกะไม่ให้โงหัวเลยทีเดียว  อย่างว่าล่ะนะ  ไม่มีใครอยากเห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวเอง  ยิ่งเป็นเด็กที่มีความคิดเหนือความคาดหมายอย่างฉัน  ฉันเกลียดจริงๆ สายตาที่ทำเหมือนฉันอวดดีซะเต็มประดา

ฉันเป็นคนตรงๆ คิดอะไรก็พูดแบนั้น  ทำอย่างนั้น  อ้อมไม่เป็น  และฉันไม่ใช่คนตอแหล ฉอเลาะ  ส่วนปีนเกลียวก็เป็นอีกเรื่อง  แต่อย่างที่รู้กันฉันเกลียดเด็กที่ไม่เคารพผู้ใหญ่  ฉะนั้นฉันก็ทำตัวแบบเด็กทั่วไป  เจอผู้ใหญ่ก็ทักทาย  สวัสดี  เขาถามก็ตอบ  เขาคุยฉันก็คุย  เพียงแต่การเรียนในระดับเดียวกันที่ต้องเปิดกว้างทางความคิดฉันก็มีหน้าที่แสดงความเห็น  ทั้งที่จริงแล้วฉันก็ไม่ค่อยพูดอะไรหรอกถ้ามันไม่เหลืออดจริงๆ นะ  ฉันมักจะนั่งเงียบๆ อย่างผู้น้อย  ปล่อยให้คนอื่นโชว์ภูมิกันไปตามสะดวก  หากเมื่อถึงเวลาใครๆ ก็ต้องปกป้องตัวเอง

ปริญญาคือกระดาษแผ่นเดียว  แต่ปริญญาที่ฉันเรียนเพื่อปัญญาของตัวเอง  ในขณะที่คนอื่นอาจไม่คิดเหมือนฉันก็ได้  เพราะเขาจ้างกันทำรายงานให้สะพัด  มันก็เป็นปกติล่ะนะ ขนาดวิทยานิพนธ์ยังจ้างกันทำได้เลย  มีเงินซื้อได้ทุกอย่างในสังคมทุนนิยม  สรุปว่า....กุจะเรียนไปทำซากอ้อยอะไรวะ??  แต่บางครั้งก็ยอมรับว่าสังคมให้ความสำคัญกับกระดาษแผ่นเดียวนั้นแหละ

บ่นเฉยๆ  แล้วฉันก็ลาออก  นั่นคือความยุติธรรมที่ฉันมีให้ตัวเอง  และฉันจะไม่ออกไปเปล่าๆ  ฉันจะฟ้องอาจารย์ด้วยว่าเพื่อนฉันจ้างคนนอกทำรายงาน  จะออกทั้งที  ออกธรรมดาไม่ได้  ต้องเอาให้เจ็บแสบ
ฉันดูไม่ใส่ใจกับการเรียนเหรอ??  เปล่าเลย  ฉันก็จริงจังเหมือนชาวบ้านนั่นแหละ  แต่ฉันผ่านการเรียนขั้นพื้นฐานตามหน้าที่ประชากรและลูกที่ดีของพ่อแม่มาแล้ว  ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในขั้นสูงที่ต้องใช้ความคิดวิเคราะห์และหลักเหตุผลมากมาย  และฉันก็ยังคิดต่อไป  มันเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจอะไรภายในระยะเวลาสั้นๆ  แต่ทำลงไปแล้วอย่าเสียใจกับสิ่งที่เราเลือก  เปลืองสมอง

อย่าลืม  ตั้งใจเรียน  เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่  และรักตัวเองกันให้มากๆ นะจ๊ะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

จ...ใจเย็นๆนะคะ
//สั่น//
อืม...ถ้าไม่สบายใจก็ออกก็ได้นะคะ
ป.โทมันไม่เหมือนป.ตรีหรอกค่ะ
คนทำงานกันแล้วทั้งนั้น
มันก็...อ่ะนะ...ช่างมันเถอะค่ะ
อย่าให้เรื่องคราวนี้ทำให้รู้สึกไม่ดีกับตัวเองก็แลเวกันค่ะ
เนอะ?
*ลูบๆ* ป.โทมันก็แค่การเรียนที่ทำให้เรามีกระดาษอีกใบ
ถ้าเนคิดว่ามันโอเคสำหรับเนแล้วก็ทำเลย
เราอยู่ข้างแกเสมอจริงๆนะ

#2 By ลุงKaZaRan on 2009-10-11 11:04

มันเป็นปัญหาเรื่องมุมมองของคนที่ตีค่าการเรียนต่างกัน
แกก็มีมุมมองอีกอย่าง เขาก็มีมุมมองอีกอย่าง ผลก็คือวิธีปฏิบัติต่างกัน
เอาเพื่อนร่วมชั้นแกวางไว้ตรงที่ๆ เขาอยู่เถอะ แกก็หลุดพ้นมาจากตรงนั้นแล้ว

อย่างที่เคยบอกว่า แกมีคำตอบของตัวเองแล้ว จากนี้ไปแกก็จะมีคำตอบของตัวเอง เพื่อนฉันเป็นคนคิดจริงจังเสมอ คิดไปพร้อมๆ กับใช้ความรู้สึก... ฉันว่าไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาบอกว่าแกถูกผิด หากมีคนพูดแบบนั้นกับแก เขาคงใจแคบเกินไป

จากนี้ไปก็เต็มที่กับชีวิตเหมือนเดิมนะเว้ย สู้ๆ

#3 By ตานี on 2009-10-11 11:04

อะไรก็ตามที่ได้เลือกเอง และตัดสินใจแล้ว มันจะดีเสมอ
เรื่องลาออกนี่ก็เหมือนกัน - - ขอให้เชื่อว่ามันดีแล้วจริงๆ

เดินหน้าต่อไปเนอะ :)

#4 By เติ้ล (58.9.200.22) on 2009-10-11 22:22

TvT

ยิ้มทั้งน้ำตา *กระซิกๆ*

ถ้าเป็นสิ่งที่ได้เลือกแล้ว ผมชื่อว่าผลที่ตามมามันจะไม่ทำให้เราเสียใจแน่ๆ ล่ะ

ผมเองก็อยากจะตัดสินใจอะไรเองให้ได้แบบนั้น ทุกวันนี้ผมยังไม่สามารถจะตัดสินใจอะไรได้ด้วยตัวเองสักอย่าง ผมรู้ว่าผมโตแล้ว เรียนจบแล้ว ควรจะต้องทำตัวให้โตตามวัยได้แล้ว

แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังคงเป็นคนอ่อนหัดอยู่ดี TvT

ว่าแต่ผมพร่ำเพ้ออะไร? ช่างเถอะ....

ปริญญามันแค่กระดาษใบเดียวที่ทำให้สังคมตัดสินเราว่าเราเป็นผู้มีความรู้ตามมาตรฐานของสังคมแล้ว แต่ผมเชื่อเสมอว่าปริญญาระดับไหนๆ ก็ไม่สามารถสอนให้คนมีสามัญสำนึกเพิ่มขึ้นได้นะ

รักและคิดถึงนะฮับ ^-^

#5 By ATP ขี้เกียจล็อกอิน (124.120.152.57) on 2009-10-14 13:00